1 วันกับทริปชมวิวหิมะกับใบไม้เปลี่ยนสีที่ทาเตยามะคุโรเบะอัลไพน์รูท

16 ธ.ค. 2020

จะไปเที่ยวฤดูใบไม้ร่วงดูใบไม้เปลี่ยนสี เอ...หรือว่าจะไปดูวิวหิมะสวยๆดีน้า... ถ้าใครยังลังเลตัดสินใจไม่ได้ แนะนำนี่เลย “เส้นทางเจแปนแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ” ที่ทุกคนรู้จักกันดีจากวิวกำแพงหิมะสุดอลังการในฤดูใบไม้ผลิ เราจะพาไปดูวิวงามๆได้ทั้งหิมะและใบไม้เปลี่ยนสี เที่ยวทีเดียวคุ้ม!

เนื้อหาบทความ

  1. 1. เส้นทางเจแปนแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ
  2. 2. จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แนะนำ
  3. 3. ไฮไลต์จุดชมวิว
  4. 3.1. อุโมงค์คันเด็น (Kanden Tunnel)
  5. 3.2. เขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam)
  6. 3.3. คุโรเบะไดระและโรปเวย์ไดคังโบ (Kurobe-Daira and Daikanbo Ropeway)
  7. 3.4. มุโรโดะและบึงมิคุริกาอิเคะ (Murodo and Mikuriga-ike Pond)
  8. 3.5. น้ำตกโชเมียว (Shomyo Falls)
  9. 4. วิธีเดินทางไปเส้นทางอัลไพน์รูททาเตยามะคุโรเบะจากฝั่งนากาโนะ
  10. 4.1. จากสถานีนากาโนะไปโอกิซาว่า
  11. 4.2. จากมัตสึโมโต้ไปโอกิซาว่า
  12. 4.3. จากชินจูกุไปโอกิซาว่า

เส้นทางเจแปนแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะ

เส้นทางเจแปนแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวภูเขาสวยงามจากจังหวัดนากาโนะไปถึงจังหวัดโทยามะ ทอดยาวพาดผ่านภูเขาทาเตยามะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเจแปนแอลป์ รวมเป็นระยะทางทั้งหมดประมาณ 37.2 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตลอดทั้งเส้นทางมีพาหนะต่างๆ เช่น โรปเวย์และรถรางไฟฟ้าให้ขึ้นเปลี่ยนบรรยากาศ และยังเต็มไปด้วยวิวธรรมชาติรื่นรมย์ ทำให้เราไม่เบื่อไปตลอดเส้นทางแน่นอน  ด้านล่างคือพาหนะประเภทต่างๆที่เราต้องขึ้นลง รวมถึงระยะทางและเวลาในการเดินทางจากแต่ละสถานี

เส้นทางอัลไพน์รูทเป็นที่รู้จักโด่งดังมาจากกำแพงหิมะอันสูงตระหง่านในฤดูใบไม้ผลิ ในปีหนึ่งๆดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนกว่าปีละ 250,000 คน (ข้อมูลปี 2017) อย่างไรก็ตาม ในญี่ปุ่นนอกจากที่ทาเตยามะคุโรเบะ ก็ยังมีกำแพงหิมะที่อื่นๆให้ชมอีกหลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือ “กำแพงหิมะโนริคุระ” ถึงแม้จะไม่สูงเท่าที่ทาเตยามะ แต่ก็เดินทางสะดวกสบายกว่านะ จะบอกให้!

อ่านเพิ่มเพิม: “กำแพงหิมะโนริคุระ” น้องเล็กของกำแพงหิมะที่ทาเตยามะคุโรเบะ

เนื่องจากมีบทความเกี่ยวกับเส้นทางเจแปนแอลป์ในฤดูใบไม้ผลิเยอะแล้ว วันนี้เราจะนำเสนอวิวทิวทัศน์สวยงามที่แตกต่างออกไปในฤดูอื่นๆกันบ้างนะคะ

↑ กำแพงหิมะที่เส้นทางเจแปนแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะอันโด่งดัง

จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แนะนำ

ด้วยความต่างของระดับความสูงจากน้ำทะเลของจุดที่สูงและต่ำสุดที่ห่างกันกว่า 1,975 เมตร ทำให้เราสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้นาน เรียกได้ว่าถ้าไปช่วงกลางเดือนกันยายนถึงตุลาคม ต้องได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งแน่นอน บางปีต้นเดือนพฤศจิกายนก็ยังสามารถชมใบไม้เปลี่ยนได้บริเวณตีนเขา

ไฮไลต์จุดชมวิว

บทความนี้เราจะไปเที่ยวเจแปนแอลป์ 1 วัน โดยเดินทางจากฝั่งนากาโนะไปโทยามะ (รูปถ่ายทั้งหมดถ่ายตอนปลายเดือนตุลาคม)

อุโมงค์คันเด็น (Kanden Tunnel)

เส้นทางแอลป์ทาเตยามะคุโรเบะมีจุดเริ่มต้นจากฝั่งนากาโนะที่สถานีโอกิซาว่า (Ogizawa) ซึ่งเราจะต้องนั่งรถบัสไฟฟ้าผ่านอุโมงค์คันเด็นไปเขื่อนคุโรเบะกัน สามารถซื้อตั๋วชุดที่รวมตั๋วของทุกพาหนะที่เราต้องขึ้นไปจนถึงสถานีทาเตยามะได้ที่นี่  ตั๋วขาเดียวราคา 8,430 เยน และราคา 14,150 เยนสำหรับตั๋วไปกลับ

ทากาซาโตะซัง พนักงานรถไฟผู้มีลิ้นทองและขายเก่งเป็นที่สุด – ระหว่างรอขึ้นรถไฟ จะเห็นพนักงานรถไฟสายฮาเข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยสินค้าแนะนำในฤดูนั้นมาโชว์ลีลาขายของให้เราดู ไม่ต้องฟังภาษาญี่ปุ่นออกก็รู้ว่าเป็นคนตลก เพราะคนฮาครืนกันทุกคน

อุโมงค์คันเด็น หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งคือ “อุโมงค์โอมาจิ” มีประวัติศาสตรที่น่าสนใจที่จะนำมาเล่าให้ฟังกัน อุโมงค์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1956 โดยเจาะผ่านทะลุภูเขาอาคะซาว่า (Akazawa ) เพื่อใช้เป็นทางผ่านลำเลียงเครื่องมือและวัสดุสำหรับการสร้างเขื่อน ในตอนแรกการเจาะภูเขาเพื่อสร้างอุโมงค์เป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งขุดไปเจอบริเวณที่มีแผ่นรอยเลื่อน (fault fracture zone) เข้ากลางทาง ซึ่งมีน้ำใต้ดินปริมาณมหาศาลไหลบ่าออกมา ในทุกๆ 1 วินาทีมีจะน้ำใต้ดินอุณหภูมิ 4 องศากว่า 660 ลิตรไหลกระฉอกออกมาท่วมอุโมงค์ตลอดเวลา ทำให้เกือบจะต้องล้มเลิกแผนการขุดอุโมงค์กันเลยทีเดียว แต่ในที่สุดก็สามารถที่จะทำการระบายน้ำออกและดำเนินการสร้างอุโมงค์จนแล้วเสร็จได้เพียง 7 เดือนให้หลัง

จุดที่พบรอยเลื่อนเจ้าปัญหากลางอุโมงค์จะมีการประดับไฟสีน้ำเงินไว้ด้วย ใครไม่รู้ก็คงคิดว่าเขาเปิดไว้สวยๆไปอย่างนั้น ซึ่งตอนแรกแอดมินเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน จนได้มาหาข้อมูลเพิ่มเติมในภายหลัง


รถบัสไปสถานีโอกิซาว่า
รถบัสจากสถานีนากาโนะไปสถานีโอกิซาว่า >
รถบัสจากสถานีชินาโนะโอมาจิไปสถานีโอกิซาว่า >
รถบัสจากชินจูกุไปฮาคุบะ (แวะจอดที่สถานีโอกิซาว่า) >

รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางไปโอกิซาว่า อ่านได้ที่ด้านล่างของบทความค่ะ


เขื่อนคุโรเบะ (Kurobe Dam)

เขื่อนคุโรเบะเป็นเขื่อนคอนกรีตแบบโค้งขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีความสูง 186 เมตรและกว้าง 492 เมตร การก่อสร้างเขื่อนเริ่มต้นขึ้นในปี 1956 ในพื้นที่อันแสนทุรกันดารที่เพียงแค่จะเดินทางเข้าไปก็ลำบากแล้ว เขื่อนแห่งนี้สร้างเสร็จภายในเพียง 7 ปีเท่านั้น

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าอย่างหนักในแถบเขตคันไซ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วไม่ทันกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ จึงเป็นที่มาของแผนการสร้างเขื่อนคุโระเบะ ที่ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าการก่อสร้างนั้นจะลำบากอันตรายและใช้งบประมาณมหาศาล แต่ท้ายที่สุดก็ได้เริ่มต้นก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ากำลังน้ำที่หุบเขาคุโรเบะในที่สุด ระหว่างระยะเวลา 7 ปีของการก่อสร้างเขื่อน กล่าวกันว่ามีคนงานและผู้เกี่ยวข้องรวมกันเป็นล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุกว่า 171 คน

หนึ่งในรูปเขื่อนคุโรเบะที่เห็นบ่อยที่สุดตามโปสเตอร์และใบปลิวก็คือ รูปที่เขื่อนกำลังปล่อยน้ำและมีรุ้งกินน้ำพาดผ่าน ภายในเพียง 1 วินาที มีปริมาณน้ำมากกว่า 10 ตันถูกปล่อยออกมาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การปล่อยน้ำของเขื่อนมีให้ชมทุกวันตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนตุลาคม

กำหนดการปล่อยน้ำของเขื่อน
26 มิ.ย. – 30 ก.ค. : 06:00 – 17:30 น.
1 ส.ค. – 10 ก.ย. : 06:30 – 17:00 น.
11 ก.ย. – 15 ต.ค. : 07:00 – 16:30 น.
*อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการอันเนื่องมาจากสภาพอากาศ

นักท่องเที่ยวเดินข้ามผ่านสันเขื่อนเพื่อไปขึ้นเคเบิลคาร์

ล่องเรือบนทะเลสาบคุโรเบะ อีกหนึ่งกิจกรรมแนะนำโดยเฉพาะกับคนที่เดินทางมาท่องเที่ยวกับครอบครัว ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ราคาผู้ใหญ่ 1,100 เยนต่อคน

รอบๆบริเวณทะเลสาบมีกิจกรรมมากมายให้สนุกสนาน นอกจากล่องเรือบนทะเลสาบแล้ว ก็ยังมีการเดินเล่นรอบทะเลสาบ เยี่ยมชมศึกษาประวัติการสร้างเขื่อนที่พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น

คุโรเบะไดระและโรปเวย์ไดคังโบ (Kurobe-Daira and Daikanbo Ropeway)

จากเขื่อนคุโรเบะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีนั่งเคเบิลคาร์และโรปเวย์ไปคุโรเบะไดระและไดคังโบ ที่ทั้ง 2 สถานีมีระเบียงชมวิวพาโนราม่าของเทือกเขาทาเตยามะ แต่เนื่องจากเราแพลนที่จะขึ้นรถบัสไปน้ำตกโชเมียวตอน 14:10 น. เราเลยไม่ได้ขึ้นไปชมวิวตรงจุดนี้ หากใครมีเวลาหรือชอบวิวตรงนี้ก็อยู่นานหน่อยได้นะ

คุโรเบะไดระ

สถานีโรปเวย์ไดคังโบที่มองเห็นอยู่ลิบๆจากคุโรเบะไดระ

มาแล้วๆ โรปเวย์มาแล้ว!

โรปเวย์ค่อยๆทะยานขึ้นสู่ฟ้าไปสถานีไดคังโบที่ความสูง 2,316 เมตร

มุโรโดะและบึงมิคุริกาอิเคะ (Murodo and Mikuriga-ike Pond)

ถึงแล้ว “มุโรโดะ” ความสูงที่เรายืนตอนนี้คือ 2,450 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล วิวที่เห็นตอนนี้คือแตกต่างจากสีเหลืองและสีส้มของใบไม้ที่เราเห็นกันมาตลอดทาง มองไปทางไหนก็ขาวโพลน พอเดินออกจากอาคารเท่านั้นแหละ บ้ามมม! แสงพระอาทิตย์ที่สาดลงบนทุ่งหิมะสะท้อนเข้าตา ทำเอาเราแทบตาบอดกันเลยทีเดียว ทีนี้ก็ได้ชมวิวหิมะ เล่นหิมะกันอย่างสะใจได้แน่นอน

ระหว่างช่วงฤดูร้อนไปจนถึงต้นฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เราสามารถปีนยอดเขาทาเตะ (Mt. Tate) ความสูง 3,015 เมตรได้ด้วย เป็นยอดเขาที่เดินเทรกได้ไม่ยาก คนที่เพิ่งเริ่มเดินก็สามารถมาปีนได้สบายๆ ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง (แต่ก็ต้องอย่าลืมว่านี่คือภูเขาในเจแปนแอลป์ความสูงกว่า 3,000 เมตร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายต้องเตรียมพร้อมรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ เตือนแล้วนะ!)

จากท่ารถบัสมุโรโดะใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีก็ถึงบึงมิคุริกาอิเคะ ใครไปมุโรโดะช่วงที่มีหิมะตกแล้ว นอกจากเสื้อผ้าหน้าหนาว ครีมกันแดด แว่นตาดำ ถ้าใครมีกันลื่นหรือหนามเกี่ยวที่ใส่กับรองเท้า แนะนำให้เอาไปด้วยอย่างยิ่ง แอดมินเห็นคนลื่นล้มบนหิมะแล้วอย่างน้อย 4 คน นี่ยังไม่รวมตัวเองที่ลื่นล้มทำเลนส์กล้องแตกไปด้วย (ร้องไห้หนักมาก จะเห็นได้ว่าครึ่งหลังของบล็อกรูปสีคนละโทนกัน เพราะใช้มือถือถ่ายแทน)

ฟ้าสีครามกับยอดเขาสีขาวที่ปกคลุมด้วยหิมะสะท้อนลงบนผิวน้ำของบึงมิคุริกาอิเคะ วิวสวยๆแบบนี้เต็ม 10 ให้กี่คะแนนดีคะ?

วิวพาโนราม่าจากบึงมิคุริกาอิเคะ

อาคารที่เห็นทางด้านซ้ายคือที่พัก (สำหรับคนที่ปีนเขา) ซึ่งมีออนเซ็นในตัว มีชื่อเหมือนกับวิวที่มองเห็นตรงหน้าคือ “มิคุริกาอิเคะออนเซ็น” (Mikuriga-ike Onsen) เห็นเขาว่าเป็นออนเซ็นที่อยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่นเลยนะ (2,410 เมตร)

นอกจากบึงมิคุริกาอิเคะ ยังมีอะไรน่าสนใจให้ชมอีกมากมาย รับรองว่าคราวหน้าเราจะพาไปปีนภูเขาทาเตยามะและสำรวจบริเวณนี้ให้ทะลุปรุโปร่งกว่านี้แน่นอน

โรงแรมทาเตยามะอยู่ติดกับท่ารถบัสมุโรโดะเลย

ขึ้นรถบัสเดินทางไปบนถนนบนภูเขาที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น Go go go! ขณะที่รถบัสเคลื่อนที่ไป มองผ่านหน้าต่างชมวิวทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่รถบัสเลี้ยวโค้ง เผลอแป๊ปๆ รู้ตัวอีกครั้งวิวสีขาวๆที่เห็นก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองสีส้มอีกแล้ว เมื่อเรารู้สึกมีความสุขกับสิ่งรอบกาย ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

น้ำตกโชเมียว (Shomyo Falls)

เป็นเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งแล้วเมื่อเราเดินทางมาถึงสถานีทาเตยามะ ได้เวลากินมื้อเที่ยงที่ออกจะสายหน่อยก่อนที่จะไปยืนรอรถบัสเพื่อไปน้ำตกโชเมียวที่หน้าสถานี จากสถานีทาเตยามะมีรถบัสไปน้ำตกวันละประมาณ 5-6 เที่ยว จากจุดที่ลงรถบัสเดินไปที่จุดชมวิว ใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที (ประมาณ 1.3 กิโลเมตร) ดังนั้นอย่าลืมดูเวลาและวางแผนให้ดีด้วย

มื้อเที่ยงวันนี้คือโซบะกับหอมใหญ่ทอดแบบเท็มปุระและเนื้อบดชุบแป้งทอดที่ร้านอาหารภายในสถานี รสชาติไม่แย่ แต่คิดว่าของกินในร้านอาหารบนมุโรโดะอร่อยกว่า

ตารางเวลารถบัสไปน้ำตกโชเมียว - ข้างๆสถานีมีศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวเล็กๆ สามารถเข้าไปขอข้อมูลได้

ป้ายรถบัสไปน้ำตกโชเมียว

ตอนนี้เราอยู่บนความสูง 1,035 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เดินอีก 700 เมตรก็จะถึงน้ำตกแล้ว!

ไม่เพียงแต่ที่จุดชมวิว แค่วิวระหว่างที่เดินไปน้ำตกก็สวยบาดใจซะขนาดนี้ แถวๆนี้น่าจะเป็นช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีเลย

น้ำตกโชเมียวมีความสูง 350 เมตร เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียง 100 แห่งในญี่ปุ่นด้วย สำหรับแอดมินถือเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำตกนาชิที่จังหวัดวากายามะเลย เราสามารถเดินทางมาชมน้ำตกโชเมียวได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน

เฉพาะช่วงที่น้ำเยอะๆเท่านั้น เราถึงจะมองเห็นน้ำตกฮันโนะกิ (Hannoki Falls) ทางด้านขวาของน้ำตกโชเมียวได้ด้วย ซึ่งน้ำตกฮันโนะกินี้มีความสูงถึง 500 เมตร! สูงกว่าน้ำตกโชเมียวซะอีก

น้ำตกไหลย้อนขึ้นฟ้า!

วิวน้ำตกโชเมียวจากมุมต่างๆ

ระหว่างทางจากป้ายรถบัสไปน้ำตกมีร้านอาหารอยู่เพียงแห่งเดียว (แน่นอนว่ามีขายซอฟต์ครีมด้วย) น่าเสียดายเพราะว่าสำหรับปี 2020 เนื่องจากโควิด ทางร้านจึงเปิดเฉพาะส่วนที่ขายของฝากเท่านั้น


เป็นอย่างไรบ้างคะกับเส้นทางอัลไพน์รูทในฤดูใบไม่เปลี่ยนสี สวยไม่แพ้กำแพงหิมะในฤดูใบไม้ผิดเลยใช่ม้า? ไม่เพียงแต่ธรรมชาติสวยๆที่จะทำให้ลืมความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน จังหวัดนากาโนะยังเป็นจุดศูนย์กลางอันแสนสะดวกในการเดินทางไปท่องเที่ยวภูเขาทั้งในนากาโนะและจังหวัดข้างเคียง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักท่องเที่ยวสายป่าเขาหรือทะเล รับรองได้ว่าเมื่อได้เห็นเทือกเขาเจแปนแอลป์ตรงหน้าแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน 🙂


วิธีเดินทางไปเส้นทางอัลไพน์รูททาเตยามะคุโรเบะจากฝั่งนากาโนะ

จากสถานีนากาโนะไปโอกิซาว่า

จากสถานีนากาโนะ (east exit) นั่งรถบัสจากป้ายรถบัสหมายเลข 25 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีก็ถึงสถานีโอกิซาว่า

ดูตารางเวลารถบัสสถานีนากาโนะ – สถานีโอกิซาว่า >  (แวะจอดที่สถานีชินาโนะ – โอมาจิ)

ค่าโดยสาร
จากสถานีนากาโนะไปชินาโนะ-โอมาจิ: 2,600 เยน
จากสถานีนากาโนะไปโอกิซาว่า: 3,100 yen
(*ไม่มีราคาพิเศษสำหรับตั๋วไป-กลับ)

จากมัตสึโมโต้ไปโอกิซาว่า

จากสถานีมัตสึโมโต้ นั่งรถไฟ JR สาย Oito และลงที่สถานีชินาโนะ-โอมาจิ (Shinano-Omachi) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ราคาตั๋ว 680 เยน จากนั้นก็เปลี่ยนไปต่อรถบัส Alpico ใช้เวลาเดินทางบนรถบัสสู่สถานีโอกิซาว่าอีกประมาณ 40 นาที

ดูตารางเวลารถบัสสถานีชินาโนะโอมาจิ – สถานีโอกิซาว่า >

ค่าโดยสาร
ขาเดียว: 1,390 เยน
ไป-กลับ: 2,500 เยน

รถบัสอัลปิโก้ (Alpico) จอดรอผู้โดยสารขึ้นรถที่หน้าสถานีรถไฟชินาโนะ-โอมาจิ

จากชินจูกุไปโอกิซาว่า

วิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุดจากโตเกียวไปโอกิซาว่า คือโดยสายรถบัสเส้นทางชินจูกุ-ฮาคุบะ รถบัสที่ออกจากสถานีชินจูกุ (west exit) เวลา 23:15 น. จะเดินทางถึงสถานีโอกิซาว่าเวลา 05:32 น.

รถบัสสายนี้เที่ยวอื่นๆจะไปถึงแค่สถานีชินาโนะ-โอมาจิ ดังนั้นจึงต้องต่อรถบัสสายชินาโนะโอมาจิ – โอกิซาว่าอีกครั้ง (*รถบัสบางเที่ยววิ่งเฉพาะวันที่กำหนด เวลาดูตารางรถบัสอย่าลืมเช็คให้ดีด้วยนะ)

ดูตารางเวลารถบัสชินจูกุ – ฮาคุบะ >
(แวะจอดที่สถานีชินาโนะโอมาจิและโอกิซาว่า)

ค่าโดยสาร
จากชินจูกุไปชินาโนะ-โอมาจิ: 2,200~5,500 เยน
จากชินจูกุไปโอกิซาว่า: 2,800~6,100 เยน

*ถ้าเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยว มีค่ารถเพิ่มเติมผู้ใหญ่คนละ 400 เยน และเด็ก 200 เยน
**สำหรับเที่ยวรถบัสรอบกลางคืน มีค่ารถเพิ่มคนละ 1,400 เยน
***ค่าโดยสารด้านบนเป็นราคาสำหรับจองที่นั่งออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์

(อัพเดตปี 2021) คู่มือแนะนำเที่ยวคามิโคจิฉบับเต็ม (เที่ยวเมื่อไหร่ เดินทางยังไง เปิดปิดเมื่อไหร่ เดินเที่ยวยังไง)
ประกาศแจ้งปิดปรับปรุงระบบเซิร์ฟเวอร์เว็บไซต์

บทความที่คุณอาจสนใจ

“กำแพงหิมะ” ไม่ได้มีที่ทาเตยามะอัลไพน์รูทที่เดียว!

บันทึกการเดินทางตามล่าใบไม้เปลี่ยนสีที่ “สึกาอิเคะ”