พาไปเทรกกิ้งชม “บึงฮัปโป” @ฮาคุบะ

10 ก.ค. 2019

เนื้อหาบทความ

  1. 1. การเดินทาง
  2. 2. เริ่มต้นเทรกกิ้งจาก Happoike Sanso Lodge
  3. 3. ถ้าถามว่าที่นี่ต่างกับคามิโคจิตรงไหน?

กลับมาเจอกันอีกครั้ง คราวนี้แอดมินจะพาขึ้นเหนือจากคามิโคจิ ไปลองเทรกกิ้งที่ฮาคุบะกันค่ะ ใครที่เป็นคอสกีคงจะรู้จักฮาคุบะดี เพราะเป็นสกีรีสอร์ทที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นอีกแห่งไม่แพ้ที่ฮอกไกโดเลย (ถึงขนาดได้เป็นที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาวเมื่อปี 1998) แม้ว่านักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยไปกันในฤดูร้อน แต่ที่จริงที่นี่มีธรรมชาติแจ่มๆมากมาย รับรองว่าไปแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน สถานที่ที่จะแนะนำในบล็อกนี้คือ “บึงฮัปโป” (Happo Pond หรือ Happo-ike) อยู่ในฮาคุบะเหนือสุดแดนเทือกเขาเจแปนแอลป์

จุดหมายของเราในครั้งนี้ "บึงฮัปโป" (Happo Pond) ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,060 เมตร

การเดินทาง

■ จากโตเกียว
– นั่งรถบัสจาก Shinjuku Expressway Bus Terminal มาลงที่ Hakuba Happo Bus Terminal (5 ชม. ราคา 5,200 เยน) ดูตารางบัส/จองตั๋ว

■ จากนากาโนะ (จากโตเกียวนั่งชินคันเซ็น ใช้เวลา 1ชม. 30นาที)
– นั่งรถบัสจากสถานี Nagano มาลงที่ Happo Bus Terminal (1 ชม. 30นาที ราคา 2,000 เยน) ดูตารางบัส/จองตั๋ว

■ จากมัตสึโมโต้
– นั่งรถไฟจากสถานี JR มัตสึโมโต้ (Oito Line) มาเปลี่ยนรถไฟที่สถานี JR Shinano Omachi เพื่อต่อรถไฟไป Minami Otari (สายเดิม Oito Line) และลงที่สถานี Hakuba (ประมาณ 1 ชม. 40 นาที ราคา 1,140 เยน) *หมายเหตุ ที่จริงมีรถไฟที่วิ่งตรงไปฮาคุบะเลย โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนรถไฟ 1 เที่ยว/วัน (Azusa No.3)

จากทั้ง Happo Bus Terminal และ สถานี Hakuba จะมีรถชัตเทิลบัสวิ่งไปสถานีกอนโดล่า (Happo Gondola) ซึ่งเราต้องนั่งกอนโดล่าขึ้นไปยังจุดเริ่มต้นในการเทรกไปยังบึงฮัปโป ที่จริงแล้วสถานีกอนโดล่าอยู่ห่างจาก Happo Bus Terminal ประมาณ 1 กิโลเมตร ถ้าไม่อยากรอรถบัส เดินไปเองก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาที

■ ตารางเวลาชัตเติลบัสที่วิ่งภายในฮาคุบะ
ตารางเวลาบัส 1
ราคา: 300 เยนต่อเที่ยว / 500 เยนสำหรับตั๋ว 1 วัน
ช่วงเวลาให้บริการ: ทุกวันระหว่าง 4 เม.ย. – 6 พ.ค. / ทุกวันระหว่าง 13 ก.ค. – 25 ส.ค. /ทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ระหว่าง 14 ก.ย. – 4 พ.ย.

ตารางเวลาบัส 2
ราคา: ผู้ที่มีตั๋วกอนโดล่าและลิฟต์ของ Happo Alpen Line, Tsugaike Mountain Resort หรือ Tsugaike Panorama Way สามารถใช้บริการได้ฟรี
ช่วงเวลาให้บริการ: ทุกวันระหว่าง 1 มิ.ย. – 27 ต.ค.

ท่ารถบัส Happo Bus Terminal

การเดินทางขึ้นไปจุดที่เริ่มเทรกกิ้ง จะต้องนั่งกอนโดล่า 1 ครั้ง (Gondola Adam) และลิฟต์อีก 2 ครั้ง (Alpen Quad Lift และ Grad Quad Lift) รวมเรียกว่า Happo Alpen line ราคาไปกลับ 2,900 เยน ใช้เวลานั่งขาเดียวประมาณ 20 นาที ซึ่งสถานีกอนโดที่ต้องขึ้นเป็นอันแรกก็อยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวจากป้ายรถชัตเติลบัส (ดูแผนที่เทรกกิ้ง)

ระหว่างทางต่อลิฟต์ ถ้าไม่มีเมฆ เราคงจะเห็นฟ้าเป็นฉากหลังสวยงามตัดกับภูเขาข้างหน้า

เริ่มต้นเทรกกิ้งจาก Happoike Sanso Lodge

ระยะทาง: ประมาณ 1.5 กิโลเมตร
ความสูงต่างระดับ: 230 เมตร
ระยะเวลา: 1 ชม. 30 นาที (ขาเดียว)

ลงลิฟต์อันสุดท้ายแล้ว อย่าลืมดูเวลาลิฟต์ขากลับเที่ยวสุดท้ายด้วยนะคะ จากตรงนี้ไปเราก็จะเริ่มเทรกกิ้งกันแล้ว

เทรกกิ้งที่นี่เดินไม่ยากเพราะมีทางเดินไม้ทำไว้ให้ แต่ขาขึ้นเหนื่อยหน่อย ตลอดทางส่วนใหญ่เป็นการเดินขึ้นเขาตลอด หากมีรองเท้าเดินเทรกกิ้งก็ควรจะเตรียมมา แต่ถ้าไม่มีอย่างน้อยก็ควรจะเป็นรองเท้าผ้าใบ ที่สำคัญคือต้องเตรียมครีมกันแดดมาด้วย เส้นทางเดินมี 2 ทางให้เลือก 1. ไปด้านซ้าย เดินง่ายกว่า ครึ่งหนึ่งเป็นทางเดินไม้ 2. ไปด้านขวา จะมีทางเดินส่วนหนึ่งเป็นหิน เดินลำบากหน่อย ถ้ามีผู้สูงอายุไม่แนะนำทางนี้ค่ะ

แม้จะเข้าสู่หน้าร้อนแล้วก็ยังเหลือหิมะให้เชยชม คล้ายๆกับที่โนริคุระ (Norikura) เพราะเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน จึงยังหลงเหลือหิมะให้เห็นในหุบที่ไม่โดนแดดจังๆ บล็อกนี้เราจะแนะนำเฉพาะการเทรกไปบึงฮัปโป แต่หากใครสนใจก็สามารถปีนขึ้นไปถึงยอดเขาคะระมะสึ (Mt. Karamatsu) ด้วยก็ได้

สำหรับคำถามยอดฮิต "ควรไปช่วงไหนดีที่สุด?" คำตอบขึ้นอยู่กับว่าต้องการไปดูอะไร ถ้าอยากไปดูดอกไม้อัลไพน์ ช่วงที่ดีที่สุดคือระหว่างเดือนก.ค.-ส.ค. แต่ถ้าอยากไปดูใบไม้เปลี่ยนสีก็จะเป็นช่วงปลายก.ย.-ต้นต.ค.

ระหว่างทางก็จะเจอกองภูเขาหินแบบนี้ไปตามทาง ซึ่งความจริงแล้วก็คือหินตามข้างทางที่นักปีนเขาช่วยกันวางสุมๆกันไว้ เพราะพอถึงฤดูหนาว หิมะจะบังทางเดินกับต้นไม้ทั้งหมด จึงต้องมีสัญลักษณ์ช่วยบอกทาง เรียกว่า “cairn”

ระหว่างลองหันกลับลงมาก็เจอ cairn หน้าตาตลกยียวน จนต้องกดชัตเตอร์เก็บมา 1 รูป :D

สันเขาของ Happo-one ทอดยาวไปทิศต่างๆถึง 8 ทิศ จึงเป็นที่มาของชื่อซึ่งแปลว่า “สันเขา 8 ทิศ” จากตรงนี้สามารถมองเห็นยอดเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นถึง 11 แห่งจากทั้งหมด 100 อันดับ ในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจ เราสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จาก cairn หมายเลข 1 ด้วย

ทางบางช่วงขาดไปนิดหน่อยเพราะหิมะ
มุมสวยห้ามพลาด แต่เราพลาดเพราะเมฆบังยอดเขา

เดินลงไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้วจ้า บึง “Happo-ike “ พอได้มายืนอยู่ตรงหน้าวิวแบบนี้แล้ว ทำให้ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทิวเขาข้างหน้าอยู่ใกล้จนเหมือนอยู่แค่เอื้อม ความจริงแล้ว ภาพของที่นี่บนใบปลิวที่เราเห็น มักจะเป็นรูปที่ท้องฟ้าใสเป็นสีฟ้าไร้เมฆ น้ำในบึงนิ่งสงบสะท้อนภูเขาบนพื้นน้ำเป็นรูปสมมาตร แต่ถึงแม้พอไปจริง ท้องฟ้าจะไม่เป็นใจ แต่มันก็สวยไปอีกแบบ ว่ามั๊ยคะ?

ความเชื่อตามศาสนาชินโต ในธรรมชาติทุกที่ล้วนแต่มีเทพเจ้าสถิตอยู่ โดยเฉพาะบนภูเขา จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นศาลเจ้าเล็กๆแบบนี้อยู่ทั่วไปตามยอดเขาต่างๆ

พอขึ้นไปสูงๆ จะไม่ค่อยเห็นต้นไม้สูงใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าอยากเห็นดอกไม้ให้มองต่ำตามซอกหินไว้ค่ะ

มุมจากข้างบนเห็นทั้งดอกไม้ ภูเขา และบึง

ถ้าถามว่าที่นี่ต่างกับคามิโคจิตรงไหน?

คามิโคจิมีแม่น้ำสีฟ้าใสแจ๋ว มีสะพานคัปปะ มีร้านขายของที่ระลึกเยอะกว่า ถ้าเดินไปถึงแค่แถวๆสะพานคามิโคจิเดินง่ายกว่าไม่เหนื่อย แต่ไม่มีกอนโดล่าหรือกระเช้าให้นั่ง ส่วนที่นี่กว่าเราจะได้ชมวิวแบบนี้ เราต้องออกแรงเดินเอง อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือเหมือนว่าเราได้อยู่ใกล้ภูเขามากกว่าที่คามิโคจิ

แถมลายแทงแวะอาบน้ำ แช่ออนเซ็นก่อนกลับ

หลังจากกลับลงมา นั่งรถบัสกลับไปท่ารถ Happo แล้ว เดินข้ามไฟแดงไปเพียง 2 นาที ก็จะเจอออนเซ็นที่ให้บริการแบบไปเช้า-เย็นกลับ “Happo no Yu” (ไม่ใช่โรงแรมเรียวกังนะ) ให้เราสามารถแวะอาบน้ำ แช่ตัวได้ มีสบู่ แชมพูพร้อม (ค่าบริการ 800 เยน ถ้าไม่มีผ้าขนหนูซื้อแยก 200 เยน) ส่วนใครที่ไม่อยากแช่ทั้งตัว ก็แวะแช่เท้าข้างนอกอย่างเดียวก็ได้ ไม่เสียเงิน

บล๊อกหน้าแอดมินจะพาไปไหนอีก ฝากติดตามด้วยนะคะ

ใครว่าคามิโคจิไปตอนฤดูหนาวไม่ได้ แอดมินจะพาไปเอง
ท่องเที่ยวไปในมัตสึโมโต้กับ “เอ็นโด นากิสะ” มาสคอตสุดคิ้วท์ของรถไฟสายคามิโคจิ

บทความที่คุณอาจสนใจ

แนะนำร้านอาหารใกล้ๆ Norikura Kogen Tourist Center

หวนย้อนกลับไปพบกับซามูไรและเหล่านักรบที่ถนน Nakasendo